เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area)

เขตการค้าเสรีอาเซียน
(ASEAN Free Trade Area)
ฐนกร สองเมืองหนู

ความเป็นมา
1. ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนดั้งเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ บรูไน ดารุสซาลาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ได้ประกาศจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า ในเดือนมกราคม 1992 โดยความริเริ่มของนายกรัฐมนตรีของไทย (นายอานันท์ ปันยารชุน) ต่อมามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม (1995) ลาว และพม่า (1997) และกัมพูชา (1999)
2. วัตถุประสงค์หลักของอาฟต้า คือ การสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าอาเซียนในตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
3. อาเซียนมีความตกลง 2 ฉบับ ที่ใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการดำเนินงานอาฟต้า ได้แก่ ความตกลงแม่บทว่าด้วยการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน (Framework Agreement on Enhancing ASEAN Economic Cooperation) ที่ใช้เป็นกรอบการดำเนินการความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ และความตกลงว่าด้วยอัตราภาษีพิเศษที่เท่ากันสำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือเรียกสั้น ๆ ว่า ความตกลง CEPT [Agreement on the Common Effective Preferential Tariff (CEPT) Scheme for the ASEAN Free Trade Area (AFTA)] ที่ใช้เป็นกลไกในการดำเนินงานเขตการค้าเสรีอาเซียน
4. เมื่อแรกดำเนินการ อาเซียนได้กำหนดเป้าหมายที่จะลดภาษีศุลกากรระหว่างกันในสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปลงเหลือ ร้อยละ 0-5 รวมทั้งยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษีภายในเวลา 15 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 1993 และสิ้นสุด 1 มกราคม 2008 ต่อมาในปี 1994 อาเซียนได้เร่งรัดการดำเนินงานอาฟต้าจากเดิม 15 ปี เป็น 10 ปี คือ จัดตั้งอาฟต้าให้เสร็จภายใน 1 มกราคม 2003 รวมทั้งให้นำสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปซึ่งเคยได้รับการยกเว้นภาษีเป็นการชั่วคราวและสินค้าเกษตรไม่แปรรูปตั้งแต่เริ่มจัดตั้งอาฟต้า เข้ามาลดภาษีภายใต้อาฟต้าด้วย
5. ปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิกรวม 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน ดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มีประชากรรวมทั้งสิ้นประมาณ 500 ล้านคน หากการจัดตั้งอาฟต้าเสร็จสมบูรณ์ อาเซียนก็จะเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ปราศจากอุปสรรคทางการค้าทั้งด้านภาษีและมิใช่ภาษี ซึ่งมีศักยภาพสูงในด้านการค้า และการลงทุน

หลักการ
ประเทศสมาชิกจะลดภาษีศุลกากรระหว่างกันลงเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 10 ปี และยกเลิกมาตรการจำกัดปริมาณของสินค้าหนึ่ง ๆ ทันทีที่สินค้านั้นได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรจากประเทศสมาชิกอื่น แล้วยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีอื่น ๆ ภายในเวลา 5 ปีต่อมา ทั้งนี้ กำหนดเวลาในการลดภาษีจะแตกต่างกันระหว่างสมาชิกดั้งเดิม 6 ประเทศ และสมาชิกใหม่ 4 ประเทศ เนื่องจากสมาชิกใหม่เข้าร่วมในอาฟต้าช้ากว่า

กำหนดการลดภาษี
สินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูป แบ่งออกเป็น 2 บัญชี
1. บัญชีลดภาษี (Inclusion List : IL) แยกเป็น 2 ประเภท
1.1 สินค้าเร่งลดภาษี (Fast Track) จะต้องลดภาษีเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 7 ปี ประกอบด้วยสินค้า 15 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืช เคมีภัณฑ์ ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์ยาง เยื่อกระดาษ ผลิตภัณฑ์เซรามิคและแก้ว แคโทดที่ทำจากทองแดง เฟอร์นิเจอร์ไม้และหวาย ปูนซีเมนต์ เภสัชภัณฑ์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์หนัง สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องอิเล็คทรอนิคส์
1.2 สินค้าลดภาษีปกติ (Normal Track) จะต้องลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 10 ปี
2. บัญชียกเว้นลดภาษีชั่วคราว (Temporary Exclusion List : TEL) สมาชิกสามารถขอสงวนสิทธิ์การลดภาษีชั่วคราวได้ โดยนำสินค้าไว้ในบัญชียกเว้นลดภาษีชั่วคราว แต่ต้องเริ่มทยอยนำเข้ามาลดภาษีปีละ 20% ของจำนวนรายการทั้งสิ้น โดยเริ่มนำเข้ามาใน IL ช้ากว่าสินค้าใน IL 3 ปี และลดภาษีเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 7 ปี
3. สำหรับสินค้าเกษตรไม่แปรรูป เริ่มนำเข้ามาลดภาษีช้ากว่าสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูป คือ เริ่มในปี 1996 แต่จะต้องสิ้นสุดพร้อมกัน คือ ในปี 2003 ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูง แบ่งออกเป็น 3 บัญชี
3.1 บัญชีลดภาษี (Inclusion List : IL) ประเทศสมาชิกจะต้องลดภาษีสินค้าในบัญชีนี้ลงเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 7 ปี
3.2 บัญชียกเว้นลดภาษีชั่วคราว (Temporary Exclusion List : TEL) ประเทศสมาชิกสามารถขอยกเว้นการลดภาษีสินค้าเกษตรไม่แปรรูปเป็นการชั่วคราวได้ แต่ต้องทยอยนำสินค้าในบัญชีนี้เข้ามาลดภาษีในแต่ละปีเป็นจำนวนเท่า ๆ กัน และลดภาษีเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 6 ปี
3.3 บัญชีอ่อนไหว (Sensitive List : SL) จะนำเข้ามาลดภาษีช้าที่สุด และต้องลดภาษีเหลือร้อยละ 0-5 ภายในเวลา 10 ปี รวมทั้งมีมาตรการพิเศษอื่น ๆ ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List : HSL) คือ ข้าว ซึ่งมีอัตราภาษีสุดท้ายสูงกว่าร้อยละ 5 และมีมาตรการคุ้มกันพิเศษได้ โดยมี 3 ประเทศที่มีสินค้าอ่อนไหวสูง ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ อินโดนีเซียยังไม่ได้แจ้งปีเริ่มต้นลดภาษี แต่จะลดภาษีลงเหลือร้อยละ 20 ภายในวันที่ 1 มกราคม 2010 มาเลเซีย จะนำข้าวเข้ามาลดภาษีในปี 2001 และลดภาษีข้าวเหลือร้อยละ 20 ภายในปี 2010 ส่วนฟิลิปปินส์จะนำข้าวเข้ามาลดภาษีในปี 2005 และเสนอจะลดภาษีเหลือร้อยละ 70 ภายในปี 2010 ซึ่งสมาชิกอาเซียนเห็นว่าเป็นอัตราที่สูงเกินไป จึงจะต้องมีการเจรจาในเรื่องนี้ต่อไป
4. นอกจากนี้ อาฟต้ายังมีบัญชียกเว้นทั่วไป (General Exception List : GE) ซึ่งสินค้าในบัญชีนี้ไม่ต้องลดภาษีตลอดไป ได้แก่ สินค้าที่มีผลต่อการปกป้องความมั่นคง ศีลธรรม ชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และพืช คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี
เงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์อาฟต้า
1. เป็นสินค้าที่อยู่ในแผนการลดภาษีของทั้งประเทศผู้ส่งออก และนำเข้า โดยการลดภาษีเป็นไปตามหลักการต่างตอบแทน คือสินค้าของประเทศหนึ่งจะได้รับการลดภาษีในอีกประเทศหนึ่ง เมื่อต่างก็ลดภาษีลงเหลืออัตรา 20% หรือต่ำกว่า หากสินค้าของประเทศหนึ่งซึ่งยังลดภาษีนำเข้าสินค้านั้นยังไม่ถึงอัตรา 20% หรือต่ำกว่า ก็สามารถได้รับการลดภาษีในอีกประเทศหนึ่งซึ่งยังลดภาษีสินค้านั้นลงไม่ถึง 20% หรือต่ำกว่าเช่นกัน แต่จะไม่ได้รับการลดภาษีสินค้านั้นในประเทศที่ลดภาษีสินค้านั้น ลงเหลือ 20% หรือต่ำกว่าแล้ว
2. เป็นสินค้าที่มีการผลิตในอาเซียนประเทศใดประเทศหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งประเทศ รวมกันแล้วคิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 40% ของมูลค่าสินค้า
การยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษี
1. การดำเนินงานอาฟต้า นอกจากการลดภาษีแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การยกเลิกมาตรการจำกัดปริมาณ และมาตรการที่มิใช่ภาษีอื่น ๆ ซึ่งกฎเกณฑ์ของความตกลง CEPT กำหนดว่า เมื่อสินค้าหนึ่ง ๆ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี (อัตราภาษีลดลงเหลือร้อยละ 20) ก็ต้องยกเลิกมาตรการจำกัดปริมาณนำเข้าทันที และทยอยยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษีอื่น ๆ ภายในเวลา 5 ปี ต่อมา ในเรื่องนี้ อาเซียนได้ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ ตั้งแต่สิ้นปี 2539 และกำลังดำเนินการปรับประสานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม 20 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมทั้งได้จัดทำความตกลงการยอมรับร่วมในผลการตรวจสอบและรับรองสำหรับสินค้าเครื่องสำอาง ยา และเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับสินค้าเกษตรก็กำลังปรับประสานมาตรการด้านสุขอนามัยพืช ในสินค้าเกษตร 14 ชนิด เช่น ข้าว มะม่วง มะพร้าว ขิง กาแฟ เป็นต้น และได้ปรับประสานระดับสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงในกะหล่ำปลี และมะเขือเทศ นอกจากนี้ เพื่อลดอุปสรรคและขยายการค้าในอาเซียนสำหรับวัคซีนสัตว์ อาเซียนยังได้จัดพิมพ์ชุดคู่มือวัคซีนสัตว์ที่ประกอบด้วย คู่มือหลักเกณฑ์การรับรองห้องทดสอบวัคซีนสัตว์ มาตรฐานวัคซีนสัตว์ มาตรฐาน อาเซียนสำหรับอุตสาหกรรมวัคซีนสัตว์ และกฎระเบียบการจดทะเบียนวัคซีนสัตว์ในอาเซียน
2. ขณะนี้ อาเซียนกำลังดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีในอาเซียน โดยให้มีกระบวนการแจ้งข้ามประเทศ (cross-notification) ซึ่งประเทศสมาชิกและภาคเอกชนสามารถแจ้งมาตรการที่มิใช่ภาษีที่ประเทศอื่นๆใช้อยู่ต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนเพื่อรวบรวม ตรวจสอบ แล้วให้ประเทศสมาชิกที่ถูกแจ้งนั้นชี้แจงและดำเนินการยกเลิกต่อไป หากพบว่าเป็นอุปสรรคทางการค้าและไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของความตกลง CEPT

ผลของอาฟต้าต่ออาเซียน
1. จะทำให้อาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยประชากรเกือบ 500 ล้านคน ซึ่งปราศจากอุปสรรคทางการค้าทั้งด้านภาษี และที่มิใช่ภาษี ส่งผลต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และ ต่อเนื่องจนถึงการขยายตัวของการผลิตและการค้าภายในภูมิภาค
2. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าของอาเซียนในตลาดโลกอันเป็นผลมาจากการรวมปัจจัยการผลิตเพื่อใช้ในการผลิตขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการประหยัดจากขนาดและการผลิตตามความถนัด
3. จากการขยายตัวของการค้า และการลงทุนในภูมิภาค จะเป็นการสร้างโอกาสให้กับภาคการผลิตที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และ/หรือมีความสามารถในการปรับตัวรับกับการค้าเสรี ทำให้อุตสาหกรรมขยายตัวส่งผลต่อการจ้างงาน และความเป็นอยู่ของประชาชน
4. ผู้บริโภคมีโอกาสได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี ราคาถูก และมีหลากหลายทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น
5. ทำให้เกิดการขยายการค้าและพึ่งพาอาศัยกันและกันมากขึ้นภายในอาเซียน และลดการพึ่งพาตลาดใหญ่ของประเทศมหาอำนาจ จากสถิติในช่วงปี 1993-1996 การส่งออกสินค้าภายใต้อาฟต้ามีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด และมีสัดส่วนต่อการส่งออกรวมในอาเซียนเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยเป็นมากกว่า 80%
6. การดำเนินการเขตการค้าเสรีอาเซียน จะเป็นการแสดงเจตนารมณ์และสร้างภาพพจน์ของอาเซียนต่อประเทศนอกกลุ่มว่า อาเซียนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาต่อรองกับประเทศอื่น ๆ ในเวทีการเจรจาต่าง ๆ
7. การขยายการค้าและการลงทุนจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีตามมา
8. เขตการค้าเสรีอาเซียน จะเป็นตัวเร่งให้ทุกประเทศอาเซียนแข่งขันกันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ทัดเทียมกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้มีการขยายการค้าและการลงทุนภายในอาเซียนเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสมรรถนะในการแข่งขันกับประเทศนอกกลุ่มอีกทางหนึ่งด้วย
9. อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมและเกษตรกรรมบางประเภทในประเทศสมาชิก ซึ่งไม่สามารถปรับตัวให้แข่งขันได้ เมื่อปราศจากการคุ้มครองจากมาตรการภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีย่อมได้รับผลกระทบจากเขตการค้าเสรีอาเซียน โดยเฉพาะการผลิตสินค้าเกษตรซึ่งการปรับเปลี่ยนต้องใช้เวลา และทำได้ค่อนข้างยาก จึงทำให้เป็นภาระของรัฐบาล ที่จะต้องหามาตรการช่วยเหลือรองรับผลจากการเลิกล้มกิจการ การว่างงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ

ผลของอาฟต้าต่อประเทศไทย
ภาพรวม
1. การลดภาษีของอาเซียนจะทำให้สินค้าไทยที่ส่งออกไปอาเซียนมีราคาถูกและสามารถแข่งขันกับประเทศนอกกลุ่มได้
2. การลดภาษีของไทยจะทำให้มีการนำเข้าวัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูปจากอาเซียนในราคาถูก ซึ่งจะมีผลต่อการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก ทั้งนี้ จะเห็นได้จากสถิติการค้าระหว่างไทยกับอาเซียน ซึ่งอาเซียนได้ทวีความเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งออก ดังนี้
– การส่งออกของไทยไปอาเซียนขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากอัตราภาษีนำเข้าของอาเซียนลดลง โดยในปี 1992 ก่อนเริ่มดำเนินการอาฟต้า ไทยส่งออกไปอาเซียนมูลค่า 4,490.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นอันดับสี่ รองจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น แล้วขยับขึ้นเป็นอันดับสองในช่วงปี 1993-1994 และเริ่มเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยมาตั้งแต่ปี 1995 จนถึงปี 1997 โดยมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 21 ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย สำหรับในปี 1998 อาเซียนเป็นตลาดส่งออกอันดับสองรองจากสหรัฐฯ มีมูลค่าการส่งออก 9,896.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 120% ส่วนการส่งออกไปอาเซียนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 1999 มีมูลค่า 7,848.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 6%
– ในด้านการนำเข้า อาเซียนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับสามของไทยมาโดยตลอด รอง
จากญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 13 ของมูลค่าการนำเข้ารวมของไทย ในช่วงปี 1992-1997 สำหรับในปี 1998 อาเซียนขยับขึ้นเป็นแหล่งนำเข้าอันดับสองของไทยรองจากญี่ปุ่น มีมูลค่านำเข้า 6,401.1 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.08 ของมูลค่านำเข้ารวมของไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 จากปี 2535 ส่วนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2542 ไทยนำเข้าจากอาเซียนมูลค่า 5,602.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 19% จากระยะเดียวกันของปี 2541 ทั้งนี้ ก่อนการดำเนินการอาฟต้าในปี 2536 มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนทั้งมูลค่ารวม การส่งออก และการนำเข้า ต่างมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 13 ของมูลค่ารวม
3. ผู้บริโภคสามารถบริโภคสินค้าอุปโภค บริโภคในราคาถูกลงและมีสินค้าให้เลือกอย่างหลากหลาย
4. การขยายฐานตลาดจะทำให้อาเซียนเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยมีความได้เปรียบในหลายด้าน ได้แก่ สิ่งอำนวยความสะดวก แรงงานที่มีประสิทธิภาพ ขนาดของตลาด ลักษณะสังคมเปิด และการเป็นประตูสู่อินโดจีน ทำให้ประเทศไทยน่าจะเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนได้มากกว่าประเทศอื่น
5. การแข่งขันกันภายในอาเซียนจะทำให้เกิดการปรับปรุงประสิทธิภาพและพัฒนาเทคโนโลยี
6. การขยายการนำเข้าและการส่งออกภายในอาเซียน จะทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการค้ากับกลุ่มอื่นลดลง

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย
การเข้าร่วมในอาฟต้าของประเทศสมาชิก แต่ละประเทศจะต้องเปิดตลาดสินค้าของตนให้กับสมาชิกอื่น ในขณะเดียวกันสินค้าของประเทศตนก็มีช่องทางเข้าสู่ตลาดประเทศอื่นได้มากขึ้นเช่นกัน สำหรับประเทศไทยก็ย่อมได้รับผลกระทบในทำนองเดียวกัน หากพยายามหลีกเลี่ยงให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด เช่น นำสินค้าที่มีปัญหาไปไว้ในรายการยกเว้นลดภาษีชั่วคราว ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมมีเวลาปรับตัวได้ระยะหนึ่ง เป็นต้น
1. อุตสาหกรรมบางประเภทจะได้รับประโยชน์ และมีโอกาสขยายตลาด เนื่องจากไทยมีศักยภาพในการผลิต รวมทั้งมีแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ เช่น สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น
2. อุตสาหกรรมที่เพิ่มเริ่มก่อตั้ง เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเลียม เป็นต้น อาจเสียเปรียบในการแข่งขันกับสิงคโปร์ ซึ่งประกอบการมานานและตั้งตัวได้แล้ว
3. อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยเสียเปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบ เช่น น้ำมันปาล์ม เป็นต้น จะมีปัญหาการแข่งขันกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย

อ้างอิง:กลุ่มการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจการค้าอาเซียน . 2546. เขตการค้าเสรีอาเซียน . [Online]./Available: url:
http://www.moc.go.th/thai/dbe/ecoco/asean_afta.html

Posted on 23/02/2012, in ข่าวการศึกษา. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: